ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งการพัฒนาศักยภาพสมองสติปัญญาและการเรียนรู้

คุณรู้มั๊ยว่าลูกคุณคือ อัจฉริยะ ?

ให้เบบี้ส์ จีเนียส ดึงความเป็นอัจฉริยะในตัวลูกคุณ
ศูนย์พัฒนาศักยภาพสมองเด็ก 6 เดือน – 6 ขวบ

ความฉลาดสอนได้ (Intelligence can be taught) UK Curriculum

Babies Genius ศูนย์พัฒนาศักยภาพสมองเด็ก เริ่มตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 6 ปี โปรแกรมพัฒนาการเด็กจากประเทศอังกฤษ กิจกรรมพัฒนาสมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวา สอนความฉลาด 8 ด้าน เตรียมความพร้อมก่อนวัยเรียนเพื่อสร้างพื้นฐานแห่งการเรียนรู้ โดยเน้นการฝึกเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อสมองสร้างช่องภาษาที่ 2 ไว้ตั้งแต่วัยเยาว์


ปรัชญาของเบบี้ส จีเนียส

ความสำคัญของช่วงปฐมวัยในเด็กอายุ 0-6 ปี คือ สมองเติบโตและพัฒนาเร็วที่สุด การอบรมเลี้ยงดูในช่วงนี้ มีผลต่อคุณภาพของเด็กตลอดชีวิต เด็กทุกคนเกิดมามีสมองที่พร้อมจะเรียนรู้ แรกเกิดสมองมีน้ำหนักประมาณ 350-500 กรัม เมื่อเปรียบเทียบกับผุ้ใหญ่จะมีน้ำหนักประมาณ 1.3 ก.ก สมองของเด็กจะโตเร็วมากในช่วง 3 ปีแรกขนาดและน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 80 % ของสมองผู้ใหญ่ ดังนั้นการกระตุ้นเซลล์สมองในช่วง 3 ปีแรก คือช่วงวัยที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเด็กและไม่สามารถย้อนเวลากลับมาได้อีก การกระตุ้นที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสมมีผลทำให้เด็กฉลาดได้
ที่นี่ เบบี้ส์ จีเนียส "ความฉลาดสอนได้"


วัตถุประสงค์ของเบบี้จีเนียส

ช่วยกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการเซลล์สมอง และความฉลาดหลายด้าน คือ สอนความฉลาด ด้านภาษา ด้านตรรกคณิตศาสตร์ ด้านมิติ ด้านดนตรี ด้านการเคลื่อนไหว ด้านการรู้จักเข้าใจตนเอง ด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่น ด้านความฉลาดทางอารมณ์ เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่น ฝึกความอดทนและ การรอคอย ฝึกให้มีสมาธิ ฝึกความสามารถทางด้านความคิด รวมถึงกระตุ้นและเสริมสร้างความมั่นใจในตนเองและกล้าแสดงออกปลูกฝังการรักและเห็นคุณค่าของตนเอง ความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง เรียนรู้การรู้จักแก้ไขปัญหา ฝึกระเบียบวินัย และฝึกให้มีความเป็นตัวของตัวเอง พัฒนาการทางด้านประสาทสัมพันธ์ตามือและเท้า กล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ด้วยการเรียนรู้ผ่านการเล่นเครื่องเล่น กระตุ้นพัฒนาการให้มีความเข้าใจตนเอง มีการควบคุมตนเอง และมีการผลักดันตนเเอง ฝึกให้มีประสิทธิภาพทางสังคม มีความเข้าใจผู้อื่น เรียนรู้คุณธรรมคือความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ความมีน้ำใจ เรียนรู้การแบ่งปันโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นต้น


เบบี้ส จีเนียส คืออะไร

คือ ศูนย์พัฒนาศักยภาพสมองเด็ก อายุ 6 เดือน - 6 ขวบ สอนโดยโปรแกรมจากประเทศอังกฤษ โครงสร้างคือสอนการเรียนรู้ทางด้านภาษาอังกฤษ เรียนรู้ตัวอักษร การออกเสียงตัวอักษร คำศัพท์ ตัวเลข สี รูปทรง ความเหมือนความแตกต่าง จำนวน การเรียงลำดับ เพลงและบทกลอน ดนตรี และ คนตรีคลาสสิค เล่านิทาน เล่านิทาน โดยหุ่นมือ ศิลปะ งานฝีมือ เกมส์ และอื่นๆ


Preschool program / ฝึกไปโรงเรียน

  • ส่งเสริมพื้นฐานภาษาอังกฤษ
  • ฝึกทักษะสมอง สอนความฉลาด 8 ด้าน (Multiple Intelligences) คือ ด้านภาษา ด้านตรรกะ-คณิตศาสตร์ ด้านมิติสัมพันธ์ ด้านดนตรี ด้านการเคลื่อนไหว ด้านความเข้าตนเอง ด้านสังคม และด้านธรรมชาติ
  • เสริมสร้างสติปัญญา และความจำระยะยาว
  • ส่งเสริมการรักการอ่านหนังสือ
  • เสริมสร้างความมั่นใจกล้าแสดงออก (Self-confidence)
  • ฝึกสมาธิ (Focus and Concentration)
  • ฝึกระเบียบวินัย
  • ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
  • ฝึกแก้ไขปัญหา
  • ส่งเสริมเชาวน์ปัญญา
  • ส่งเสริมการรักการอ่านหนังสือ
  • ฝึกทักษะการฟัง และ การพูด
  • เรียนรู้การปรับตัว การฟังคำสั่งกลุ่ม
  • มีความภาคภูมิใจ (Sense of Success)
  • มีความสุข (Happiness)
  • พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและใหญ่


 

ทำไมจึงต้องพัฒนาสมองลูก

  • ในช่วงอายุ 0-5 ปี อัตราการเรียนรู้จะสูงที่สุดในชีวิตและมากกว่าวัยใด ๆ เนื่องจากสมองของลูกพัฒนาเร็วมาก(Brain Growth Spurt) ช่วงวัยจำเป็นโอกาสเดียวที่สำคัญของชีวิตในการพัฒนาศักยภาพทางสมองของลูกน้อยได้อย่างเต็มที่ และไม่สามารถย้อนเวลากลับมาได้อีก......
  • เพราะรอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว
  • ค้นหาอัจริยะภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวเด็กเล็ก การพัฒนาศักยภาพสมองของเด็กที่ดีที่สุด คือ การพัฒนาตามธรรมชาติ เพราะเด็กแต่ละคนมีความถนัดติดตัวมาไม่เหมือนกัน ถึงจะเป็นพี่น้อง หรือ ฝาแฝด ก็ยังแตกต่างกันได้ ซึ่งความถนัดที่ว่าคือ “อัจฉริยะภาพ” ที่นี่เบบี้ส์ จีเนียส มีกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อวัตถุประสงค์หลักคือ ค้นหาอัจริยะภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวเด็กเล็ก

แนวการสอน

  • 6 หลักสูตรแบ่งตามช่วงอายุ
  • สอนภาษาอังกฤษผ่านบทเพลงและสื่อประกอบการสอนที่ผ่านการคัดสรรเป็นอย่างดี เหมาะกับอายุแต่ละช่วงวัย
  • กิจกรรมการเล่นสร้างสรรค์ เพื่อฝึกสมาธิ
  • สอนการคำนวณและการจัดลำดับผ่านเกมส์การเล่นต่างๆ
  • เด็กลงมือฝึกปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเอง โดยอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้สอน
  • ระบบ Child centered คือเด็กเป็นศูนย์กลาง หลีกเลี่ยงการบังคับเด็ก
  • ฝึกการแก้ปัญหาในสถานการณ์จริง จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
  • การเล่านิทานและศิลปะเพื่อเสริมสร้างจินตนาการในการเรียนรู้และความคิด
  • มีวินัย รู้จักรอคอย แบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

เบบี้ส์ จีเนียส เชื่อว่า การพัฒนาการเด็กมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงวัยเยาว์ 0-5 ปี แรก จึงจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ทุก ๆ ด้าน โดยครอบคลุมถึงพัฒนาการต่างๆ ดังนี้

  1. ด้านร่างกาย
  2. ด้านอารมณ์และบุคลิกภาพ
  3. ด้านสังคม
  4. ด้านเชาวน์ปัญญา ภาษา และความคิด

ทำไมจึงต้อง เบบี้ส์ จีเนียส (WHY Babies Genius)

ที่นี่ เบบี้ส์ จีเนียส เราเชื่อว่า” ความฉลาดสอนได้ “

  • เพราะเราใส่ใจในพัฒนาการของเด็กทุกคน จนเราสามารถเข้าใจความต้องการของเด็กแต่ละคนได้เป็นอย่างดี
  • กิจกรรมพัฒนาสมองอันดับ 1 เพราะมีถึง 14 สาขา และบอกต่อมากที่สุดว่า “เรียนแล้วได้ผลจริง”
  • กิจกรรมนาน 1 ชั่วโมง ภายใน 1ชั่วโมงประกอบไปด้วยกิจกรรมหลากหลาย เช่น ดนตรี ภาษาอังกฤษ ศิลปะ กล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ และเชาวน์ เป็นต้น
  • มีการเปลี่ยนสื่อการสอนทุกสัปดาห์ และเหมาะสมกับทุกช่วงวัย
  • มีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับพัฒนาการและป้องกันพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของเด็กได้
  • ครูผู้สอน Babies Genius เชื่อว่าครูเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการเรียนการสอน ดังนั้นครูของเราจึงผ่านขั้นตอนการอบรมมาอย่างดี ไม่ว่าการดูแลเด็กภายในห้องช่วง Play Time หรือ ทักษะด้านการสอนและนำเสนอ เพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับผู้ปกครองและเด็ก
  • การสอนแบบ Child Centered โดยพิจารณาจากตัวเด็กเป็นหลัก เพื่อให้เด็กมีความสุข กระตุ้นสมองในการเรียนรู้ด้านต่างๆ
  • หลักสูตรมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดนิ่ง รวมถึงการค้นคว้าหัวข้อ หรือเรื่องราวต่างๆ ที่จะมานำเสนอในการสอน เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้เด็กๆ ได้นำความรู้ไปพัฒนาตนเองและบุคคลรอบข้าง
  • อุปกรณ์ภายในห้องเรียนของ Babies Genius คำนึงถึงความปลอดภัย และ ปรับเปลี่ยนไปตามช่วงอายุของเด็กเป็นหลัก ดังนั้นผู้ปกครองจึงสามารถมั่นใจได้ว่า เด็กๆจะได้รับการดูแลและใช้อุปกรณ์ให้เหมาะกับวัย เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่
  • สื่อการเรียนภาษาอังกฤษหลักสูตรจากประเทศอังกฤษ ที่ได้รับคัดสรรมาเป็นอย่างดี เหมาะกับวัยการเรียนรู้ของเด็ก



ทำไมจึงต้อง ดนตรี คลาสสิค

เพราะดนตรีคลาสิคมีท่วงทำนองและจังหวะซับซ้อน จึงช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง ในส่วนที่เกี่ยวกับ Spatial Temporal(การคิดวิเคราะห์เหตุผลเชิงความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆได้รวดเร็ว) ซึ่งเป็นสมองส่วนสำคัญที่ใช้ในการเรียนรู้ของเด็กคือ ควบคุมการฟังความเข้าใจภาษากลิ่น ความจำและอารมณ์


พัฒนาสมองลูกได้จริงหรือ ?

พ่อแม่หลาย ๆ ท่านอาจมีคำถามนี้อยู่ในใจ และไม่แน่ใจว่าสมองลูกพัฒนาได้จริงหรือไม่ ? ข้อความต่อไปนี้อาจตอบคำถามของท่านได้

“พ่อแม่ทุกคนช่วยสร้างสมองของลูกได้ สิ่งที่พ่อแม่ทำในช่วงห้าปีแรกของชีวิตลูกคือสิ่งสำคัญที่สุด” คุณอาจแปลกใจ เมื่อคุณพบว่าสิ่งที่คุณไม่เคยคำนึงอาจช่วยสร้างสมองให้กับลูกน้อยของคุณได้ และทำให้ลูกพัฒนาขึ้นอย่างที่คุณไม่เคยคาดคิดมาก่อน และที่สำคัญคือพ่อแม่ทุกคนทำได้

นักวิทยาศาสตร์พบว่า วัยแรกของชีวิตมีความสำคัญต่อการสร้างสมองของเด็ก สามารถช่วยให้เกิด “การเชื่อมโยง” ขึ้นในเซลล์สมองของลูก ทำให้ลูกสามารถคิด รู้สึกเคลื่อนไหว และเรียนรู้ ห้าปีเป็นโอกาสที่คุณสามารถสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นกับลูก และวางรากฐานอนาคตของลูกได้


 

สมองของลูก

เมื่อลูกเกิดมา เขาเกิดมาพร้อมด้วยอวัยวะทุกส่วนเหมือนผู้ใหญ่ มีหัวใจ ปอด ตับ เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่าของผู้ใหญ่เท่านั้น ยกเว้นสมองทีมิใช่แตกต่างกันที่ขนาดเพียงอย่างเดียว



สมองมีการเติบโต

ลองนึกภาพดูว่าคุณอาศัยอยู่ในเมืองหนึ่งที่ทุกบ้านมีเครื่องโทรศัพท์ แต่มีเพียงบางเครื่องที่มีสายต่อ คุณคิดว่าระบบโทรศัพท์จะใช้งานได้หรือไม่ และนี่คือสถาการณ์ที่เกิดขึ้นกับสมองของเด็กแรกเกิด ระหว่างสัปดาห์ที่หกจนถึงเดือนที่ห้าของการตั้งครรภ์ สมองลูกจะเติบโตปะกอบด้วยเซลล์ 1 แสนล้านเซลล์ เซลล์เหล่านี้บางส่วนเชื่อมโยงถึงกันแล้วตั้งแต่เกิด แต่ส่วนใหญ่ยังไม่มีการเชื่อมโยง ในช่วงห้าปีแรกของชีวิตสมองของลูกจะต้องทำงานเพื่อเชื่อมโยงเซลล์เหล่านี้เข้าด้วยกัน และจะน้อยลง หลังจากช่วง 5 ปีแรกไปแล้ว

คุณเคยสังเกตไหมว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณเดินไปบนพงหญ้ารกตามทางเส้นเดิมหลาย ๆ ครั้ง คุณทำให้เกิดทางเดินขึ้นใช่หรือไม่ และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสมองมีการพัฒนาทุกครั้งที่เด็กใช้ส่วนหนึ่งส่วนใดของประสาทสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการมอง การชิมรส การสัมผัส การฟังและการดมกลิ่น การเชื่อมโยงหรือการทำเส้นทางเซลล์สมองก็เกิดขึ้น เมื่อเด็กได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างกันออกไป และประสบการณ์เหล่านี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า การเชื่อมโยงของเซลล์นี้ในสมองก็จะยิ่งมากขึ้น การเชื่อมโยงเหล่านี้เป็นตัวที่ทำให้เกิดความสามารถในการคิด เกิดความรู้สึก การกระทำและการเรียนรู้

เมื่อเด็กอายุประมาณ 3 ปี สมองจะสร้างการเชื่อมโยงจนมากเกินความจำเป็น เปรียบเสมือนกับเวลาที่คุณตัดกิ่งไม้ออกบ้างเพื่อช่วยให้รากแข็งแรง สมองก็เช่นกัน การเชื่อมโยงส่วนที่ไม่จำเป็นและใช้น้อยจะถูกกำจัดออกไป คงเหลือไว้เฉพาะการเชื่อมโยงที่สำคัญ



สมองซีกซ้าย สมองซีกขวา

สมองประกอบด้วย สมองซีกซ้าย และสมองซีกขวา ทำงานพร้อม ๆ กัน แต่มีหน้าที่แตกต่างกัน มีบางเรื่องที่สมองซีกซ้ายเป็นผู้สั่งการอย่างเดียว หรือสมองซีกขวาสั่งการอย่างเดียว




สมองซีกซ้าย

ควบคุมและสั่งการเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว ความถนัดของเด็กในช่วงแรก ทำให้เกิดกำลัง แล้วทำให้เด็กสามารถรับความรู้สึก แล้วเปลี่ยนความรู้สึกเหล่านั้นจากสิ่งที่รับ จากภาพที่เห็น จากเสียงที่ได้ยินเป็นรูปธรรมต่าง ๆ ได้จะทำให้เด็กรู้ว่าสิ่งที่ตนสัมผัสเป็นอย่างไร มีรูปร่างอย่างไร สมองซีกซ้ายจะทำงานที่มีรูปร่าง หรือมีการเคลื่อนไหวเป็นฐาน และต้องมีรูปธรรมชัดเจน กล่าวคือ สมองซีกซ้ายจะทำให้เด็กพูดภาษาได้ ได้ยินเสียงและเข้าใจความหมายของภาษา การเขียน เข้าใจด้านคำนวณ วิทยาศาสตร์ ความรู้ต่าง ๆ ที่เป็นหลักการ ที่ต้องใช้เหตุผล

สมองซีกขวา

ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนามธรรม จริยธรรม ความถนัดด้านดนตรี การเต้นรำ ความถนัดด้านศิลปะ งานปั้น การสร้างจินตนาการคิดฝันเป็นเรื่องเป็นราวต่าง ๆ การรับรู้มโนทัศน์

การพัฒนาและกระตุ้นเด็กในช่วงเวลาต่าง ๆ มีผลต่อการเจริญเติบโตของสมองซีกทีเดียว เช่น หากในช่วงที่สมองซ้ายและขวา การเจริญเติบโตที่แตกต่างกันของสมองซีกนี้ มีผลต่อการกำหนดอุปนิสัยใจคอของมนุษย์



หน้าต่างของโอกาส


นักวิทยาศาสตร์ช่วยให้เราทราบว่ามีบางเวลาสมองบางส่วนสามารถเรียนรู้เรื่องราวใหม่ ๆ ได้ง่ายกว่าเวลาอื่น พวกเขาเรียกช่วงเวลาเหล่านี้ว่า “หน้าต่างของโอกาส” หน้าต่างบางบานจะเปิดและปิดสนิท ตั้งแต่ช่วงปีแรกของชีวิต ตัวอย่างเช่น การเชื่อมโยงของเซลล์สมอง เกี่ยวกับการมองภาพ สมรรถภาพของการมองไปตลอดชีวิต ซึ่งก็หมายความว่า เด็กจะไม่สามารถมองเห็นได้อีกเลย
แม้ว่าหน้าต่างบางบานอาจมีช่วงเปิดที่นานกว่า แต่การเรียนรู้บางอย่างจะเกิดขึ้นได้ง่ายที่สุด และอย่างเป็นธรรมชาติเฉพาะในบางเวลา เราเรียกช่วงเวลาเหล่านี้ว่าช่วงวิกฤติ ตัวอย่างเช่น ห้าปีแรก เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเรียนภาษา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเด็กจะเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับภาษาในช่วง 5 ปีแรก การเรียนรู้ยังคงเกิดขึ้นตลอดชีวิต แต่มีบางอย่างที่เด็กเรียนรู้ได้ง่ายกว่าในบางช่วงเวลา


การหล่อเลี้ยงสมอง

สิ่งสำคัญที่สุดทีควรทราบคือ พ่อแม่คือผู้สร้างความแตกต่างในการพัฒนาสมองของลูก พ่อแม่ที่เคยพูดคุยกับลูกหรืออ่านหนังสือให้ลูกฟัง เล่นหรือร้องเพลง สัมผัสลูก ให้อาหารที่ดี ตลอดจนให้ความรักความอบอุ่นแก่ลูก คุณกำลัง “หล่อเลี้ยง” อวัยวะที่สำคัญที่สุดที่เรียกว่า “สมอง” ของลูก


กิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพสมอง ทั้งซีกซ้ายและซีกขวา

  • การสัมผัสตัวลูก โดยการนวดสัมผัสเป็นต้น
  • สอนลูกควบคุมอารมณ์
  • เสริมสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น
  • พูดคุยและรับฟังสิ่งที่ลูกพูด
  • อ่านหนังสือด้วยกันทุกวัน
  • ส่งเสริมกิจกรรมดนตรีและเลขคณิต
  • การเคลื่อนไหวและการกระทำ
  • การเล่น – วิธีการที่เด็กเรียนรู้และพัฒนา
  • ศิลปะ : ภาษาหนึ่งที่ต้องเรียน





การเลี้ยงดูลูกให้ฉลาดทั้งสติปัญญาและอารมณ์

คือการเสริมสร้างให้ลูกมีทั้งไอคิว และ อีคิว นั่นคือให้ลูกมีทั้งความฉลาดและวุฒิภาวะทางด้านอารมณ์หรือวุฒิภาวะทางด้านจิตใจ อีคิว และ ไอคิว มีความสัมพันธ์กันอย่างไร


ความฉลาดคืออะไร

ก่อนที่จะกล่าวถึงความฉลาด คงต้องเปลี่ยนความคิดในเรื่องของความฉลาดกันใหม่ ความคิดดั้งเดิมตั้งแต่ทศวรรษ 1950 คือ ความฉลาดเวลาไปวัด ไอคิว ซึ่งเป็นแนวคิดเกี่ยวกับความจำ ความสามารถทางด้านภาษา ความสามารถในการคิด วิเคราะห์ ซึ่งเราเรียกว่าเป็นความฉลาดในเชิงทั่ว ๆ ไป

ในปัจจุบันมีความฉลาดอีกรูปแบบ ที่เรียกว่า Multiple Intelligences หรือ พหุปัญญา เกิดขึ้นโดยนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ชื่อ โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ เมื่อปี พ.ศ. 2526 หรือเมื่อประมาณ 25 ปี มาแล้ว การ์ดเนอร์กล่าวว่า คนเราทุกคนมีความสามารถทางสมองหลายด้านด้วยกัน โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ทุกคนจะมีความฉลาด 8 ด้านด้วยกัน คือ

1. ความสามารถทางด้านภาษา
2. ความสามารถทางด้านความคิด
3. ความสามารถทางคณิตศาสตร์
4. ความสามารถในเรื่องของมิติ
5. ความสามารถในการเคลื่อนไหว หรือ การใช้ร่างกาย
6. ความสามารถทางดนตรี
7. ความสามารถด้านมนุษยสัมพันธ์
8. ความสามารถทางด้านธรรมชาติ
9. คือความสามารถในการรู้จักตน รู้คิด (เพิ่มเมื่อปี พ.ศ. 2527)

การ์ดเนอร์ บอกว่าความสามารถแต่ละด้านนี้จะพัฒนาในระดับใช้การได้ทุกคน ในขณะเดียวกันก็ย้ำว่า ปัญญาทุกด้านต้องใช้ผสมผสานกัน ทั้งหมดนี้คือความฉลาดที่หลากหลาย ซึ่งคุณพ่อ คุณแม่ควรส่งเสริมให้ลูกมีความฉลาดให้ครบทุกด้านในเวลาเดียวกัน และพัฒนาไปในระดับเท่าที่จะพัฒนาได้ แต่จุดอ่อนของการศึกษา คือ เน้นพัฒนาเฉพาะบางด้านเช่น เห็นว่าคณิตศาสตร์สำคัญจึงให้เรียนให้มาก ส่วนดนตรีและพละเรียนแค่ชั่วโมงเดียวก็พอ แต่ถ้าเด็กบางคนที่มีความสามารถทางด้านดนตรีหรือกีฬา การให้เวลาพัฒนาเพียงชั่วโมงเดียว จะเป็นการปิดโอกาสทองของเด็กไปอย่างน่าเสียดาย

“อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” กล่าวไว้ว่า “ถ้าต้องให้เด็กฉลาด ก็ต้องเล่านิทานให้เด็กฟัง แต่ถ้าต้องการให้เด็กฉลาดมากยิ่งขึ้น ก็ต้องเล่านิทานหลาย ๆ เรื่อง”


 


ครอบครัว เบบี้ส์จีเนียส ทวิส : ครอบครัว เบบี้ส์ จีเนียส